|
น้ำบาดาลและขนาดความลึกของระดับน้ำบาดาล |
|
|
Untitled Document
บ่อน้ำบาดาล
บ่อน้ำบาดาลหรือบางทีเรียกสั้น ๆ ว่าบ่อบาดาล หมายถึงบ่อที่ขุดหรือเจาะลงไปถึงผ่านหรือทะลุชั้นหินอุ้มน้ำ สามารถตักสูบ หรือปล่อยให้น้ำไหลขึ้นมาเองเพื่อใช้ในกิจการอุปโภค อุตสาหกรรมและการเกษตรกรรม โดยน้ำไม่แห้ง บ่อน้ำบาดาลอาจมีวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการนำน้ำมาใช้คือ
1.เพื่อเป็นบ่อสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของระดับน้ำบาดาล (observation well)
2.เพื่อเป็นทางส่งน้ำเข้าเพิ่มเติมในชั้นหินอุ้มน้ำ (artificial recharge well)
3.ถ่ายเทและเก็บสิ่งปฏิกูลต่าง (waste disposal well)
ในทางอุทกวิทยา บ่อน้ำบาดาลแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ตามสภาพธรณีวิทยาและลักษณะของชั้นหินอุ้มน้ำ ซึ่งบ่อนั้นเจาะผ่านเป็นสำคัญ

บ่อน้ำบาดาล
บ่อน้ำบาดาลธรรมดา (water table well) ได้แก่ บ่อที่เจาะลงไปในชั้นหินเปิดที่ปราศจากความดัน
บ่อน้ำบาดาลความดัน (astesian well) ได้แก่ บ่อที่เจาะลงไปในชั้นหินปิด เป็นบ่อที่อยู่ภายใต้ความดัน ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. บ่อน้ำพุบาดาล (flowing-well) บ่อน้ำบาดาลแบบนี้อยู่ภายใต้ความดันสูงทำให้ไหลขึ้นมาเหนือผิวดิน
2. บ่อน้ำบาดาลความดันธรรมดา (non-flowing well) บ่อชนิดนั้นอยู่ภายใต้ความดันต่ำระดับน้ำในบ่อขึ้นมาอยู่เหนือระดับชั้นหินอุ้มน้ำ แต่ไม่เกินระดับผิวดิน
ที่มา : http://vdo.kku.ac.th/mediacenter/mediacenter-uploads/libs/html/1261/Groundwater/groundwater_well/Groundwater_well.htm
ที่มา : http://servey.dgr.go.th/BGIM.DMR.GO.TH/mapprovince/khonkaen.html
กำหนดเขตน้ำบาดาลและความลึกน้ำบาดาลในเขตพื้นที่จังหวัดต่างๆ
พื้นที่ |
ความลึก |
กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ
สมุทรสาคร นครปฐม |
ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร |
กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคามมุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย
หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ |
ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 20 เมตร |
กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชุมพร
เชียงราย เชียงใหม่ ตราด ตรัง ตาก นครนายก นครศรีธรรมราช นครสวรรค์
นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา พิจิตร พิษณุโลก
เพชรบูรณ์ เพชรบุรี แพร่ พังงา พัทลุง ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง
ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน สงขลา สตูล สมุทรสงคราม สระแก้ว
สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี อ่างทอง อุทัยธานี อุตรดิตถ์ |
ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 30 เมตร |
ที่มา : http://www.dgr.go.th/water/waterforlife1_1.htm
| การตรวจคุณสมบัติของดินเพื่อการสร้างบ่อ |
ดินที่เหมาะสำหรับการสร้างบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำควรเป็นดินที่มีเนื้อละเอียดถ้าผสมดินเหนียวจะมีคุณสมบัติกักเก็บน้ำ ได้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นดินเหนียวแท้ ๆ จะมีปัญหาเพราะเมื่อโดนแดดจะมีการ
หดตัวมากที่สุด ทำให้ดินแตกเป็นร่องเกิดปัญหาการรั่วซึม การดูสีของดินเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย ถ้าดินมีสีดำมักเป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่มาก มีความอุดมสมบูรณ์ดี แต่ต้องระวังว่าจะมีสาร
ประกอบแมงกานีสปน เมื่อละลายน้ำจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ดินสีเหลืองจัด มีเหล็กเป็นสารประกอบ
แสดงว่าสามารถเก็บกักน้ำได้ดี และอาจเคยมีน้ำขังในบริเวณนี้มาก่อน ดินสีแดงหรือสีสนิมบ่งบอกให้
ทราบว่าสามารถระบายน้ำและอากาศได้ดีมีการซึมน้ำสูงดินสีเขียวคล้ำปนน้ำเงินแสดงว่ามีเหล็กออกไซด์
ผสมเป็นดินที่ขังน้ำหรือมีน้ำแร่ปนอยู่
|
คุณสมบัติทางเคมีของดิน
คุณสมบัติทางเคมีของดิน มีความสำคัญมากต่อการสร้างบ่อและการเลี้ยงสัตว์น้ำผู้เลี้ยงงจะ
ต้องทราบให้แน่ชัดว่าดินที่จะขุดทำบ่อนั้นเป็นดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม เพื่อจะได้หาทางแก้ไขภายหลัง
จากสร้างบ่อเสร็จ หรืออาจจะทำการแก้ไขตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้างก็ได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์สนาม
สำหรับตรวจสอบคุณภาพของดินและน้ำออกจำหน่ายหลายรูปแบบ พร้อมคำอธิบายวิธีการตรวจสอบ
ค่อนข้างแน่นอน โดยไม่ต้องใช้วิธีการไตเตรทด้วยสารละลายในห้องปฏิบัติการให้ยุ่งยากอีกต่อไป
ดินที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำต้องไม่เป็นดินกรด(ดินเปรี้ยว) หรือเป็นดินด่าง (ดินเค็ม) ซึ่งหากจำเป็นจะต้องแก้ไข ควรดำเนินการ ดังนี้ |
1. ดินกรดหรือดินเปรี้ยว
ดินส่วนมากของประเทศไทยเป็นดินกรด เพราะมีสารประกอบซัลเฟตสะสมอยู่ในดินชั้นล่างมาก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นกรดกำมะถันจะแตกตัวให้ประจุบวกไฮโดรเจน ดินบางแห่งมีพีเอช (pH) ต่ำมากถึง 3.5 เมื่อสูบน้ำเข้าบ่อจะทำให้น้ำในบ่อเป็นกรดด้วย ดินบริเวณป่าชายเลนมักเป็นดินกรดเพราะมีปริมาณซัลไฟด์สูง
การแก้ไขดินกรด อาจทำได้โดย
1. ถ่ายน้ำบ่อย ๆ โดยระบายน้ำทิ้งและสูบน้ำเข้าบ่อย ๆ เป็นเวลานาน ๆ ความเป็นกรดจะค่อย ๆ ลดลงน้อยลงจนมีพีเอชประมาณ 6 ขึ้นไป ก็ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้
2. ใช้ปูนขาวโรย เนื่องจากปูนขาวเป็นสารประกอบออกไซด์ ไฮดรอกไซด์และคาร์บอเนตของแคลเซียมและแมกนีเซียม การใส่ปูนขาวมี 3 วิธี คือ
2.1 โปรยกระจายให้ทั่วพื้นก้นบ่อในขณะที่ตากบ่อ
2.2 ใส่ในบ่อขณะที่มีน้ำ
2.3 ใส่ในทางน้ำไหลเข้าบ่อ
ประโยชน์ของปูนขาวนอกจากจะโรยเพื่อลดความเป็นกรดของดินและน้ำแล้วยังช่วยปรุงแต่งและรักษาคุณสมบัติของน้ำให้เหมาะสมแก่การเลี้ยงสัตว์น้ำด้วย โดยจะช่วยให้สัตว์น้ำมีการเจริญเติบโตดีช่วยแก้ปัญหาน้ำขุ่นทำให้สารแขวนลอยตกตะกอน อัตราส่วนการใส่ปูนขาว มีรายะเอียด ดังนี้ |
pH ของดิน |
ดินเหนียว |
ดินทราย |
ทราย |
|
(กิโลกรัม/ไร่) |
(กิโลกรัม/ไร่) |
(กิโลกรัม/ไร่) |
<4 |
640 |
320 |
200 |
4.0-4.5 |
480 |
240 |
200 |
4.5-5.0 |
400 |
200 |
160 |
5.0-5.4 |
240 |
160 |
80 |
5.5-6.0 |
160 |
80 |
40 |
6.0-6.5 |
80 |
80 |
0 |
|
2. ดินเค็มหรือดินด่าง
ดินเค็มหรือดินด่าง เป็นดินที่มีคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนตผสมอยู่ส่วนดินที่มีเกลือน้อยแต่มีฤทธิ์เป็น
ด่างเรียกว่าดินโซดิก มักพบในบริเวณแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอต่อการชะล้าง
เกลือและด่างออกไปจากพื้นที่นั้น นอกจากนี้อาจพบในเขนที่ดินชายทะเลแถบบางปะกง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีสาเหตุมาจากอิทธิพลของน้ำทะเลแต่ดินเค็มทางภาคอีสาน
เกิดจากน้ำไหลแทรกมาตามใต้ดินโดยพาเอาเกลือมาด้วย ซึ่งแก้ไขได้ยากมาก การแก้ไขอาจทำได้โดย
1. การเพิ่มน้ำจืดแล้วระบายออกเพื่อลดความเค็มให้น้อยลง โดยทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
2. ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ ในบ่อดินโคลนอาจใส่พวกกากถั่ว รำข้าว จนกว่าดินจะร่วนซุย แต่ต้องระวังการรั่วซึมของบ่อด้วย
3. การใช้สารเคมี เช่น เกลือยิบซัม กำมะถัน เหล็ก ซัลเฟต และแคลเซี่ยมคลอไรด์ เป็นต้น อาทำได้โดยการแบ่งตัวอย่างของดินมาทดลองเติมในห้องปฏิบัติการก่อนแล้วจึงค่อยคำนวณปริมาณที่ใช้จริง ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่ว่าสารเคมีตัวใดจะเหมาะสมที่สุด |
| |
|
การเตรียมบ่อปลา |
|
การเลือกทำเล
การเลือกทำเลหรือสถานที่เลี้ยงปลามีความจำเป็นอย่างยิ่งหากสถานที่นั้นเหมาะสมก็จะทำให้การเลี้ยงปลาประสบความสำเร็จได้มากและเป็นการประหยัดเงินทุนเมื่อจะขุดบ่อเลี้ยงปลาควรพิจารณาเลือกทำเลมีลักษณะดังนี้
1. ใกล้กับแม่น้ำลำคลอง คลองส่งน้ำที่เป็นน้ำสะอาด มีน้ำไหลอยู่ตลอดทั้งปีและไม่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการระบายน้ำเสียออกมาก
2. ดินควรเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำได้ดินไม่เป็นกรดมากเกินไปควรอยู่ในระหว่าง pH6-7
3. เป็นพื้นที่เรียบน้ำไม่ท้วมจนยากแก่การป้องกันปลาหลบหนี
4. การคมนาคมสะดวก เพื่อการขนส่งปลาไปจำหน่ายยังตลาดได้รวดเร็วและอยู่ใกล้แหล่งชุมชน
นอกจาก 4 ข้อ ดังกล่าวนี้ ควรหาแหล่งที่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายเนื่องจากปัญหาคนขโมยปลาที่เลี้ยงนั้นบั่นทอนกำลังผู้เลี้ยงได้เสมอ กรณีเลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือนเพียงแค่มีบ่อที่กักน้ำได้และมีน้ำ ก็เลี้ยงปลาไว้จับกินได้ตลอดทั้งปี
ประเภทของบ่อเลี้ยงปลา
ประเภทของบ่อที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลี้ยงปลาโดยส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
- บ่อฟักไข่ เป็นบ่อที่ใช้สำหรับให้ไข่ปลาปฏิสนธิแล้ว เจริญพัฒนาการเป็นลูกปลาวัยอ่อน ลักษณะรูปแบบขนาด ความลึก ระบบน้ำ จะแตกต่างตามประเภทและปริมาณของไข่สัตว์น้ำที่ต้องการฟัก
- บ่ออนุบาล เป็นบ่อสำหรับเลี้ยงปลาอ่อนหลังจากออกจากไข่ใหม่ๆ หรือในระยะที่ยังไม่สามารถป้องกันภัยจากศัตรูได้ บ่อเลี้ยงลูกปลาไม่ควรมีขนาดใหญ่มากนักสามารถใช้บ่อดิน บ่อซีเมนต์ตั้งแต่ขนาดเพียงไม่กี่ตาราง
เมตรถึง 800 ตารางเมตร
- บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลา ใช้เป็นบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ควรจะมีขนาดเนื้อที่ประมาณ400-1600ตารางเมตร ความลึกประมาณ 1.5เมตร
- บ่อเลี้ยง นิยมบ่อดิน ขนาดบ่อควรขึ้นอยู่กับชนิดของปลาและขนาดปลาที่เลี้ยง
- บ่อเก็บกัก เป็นบ่อที่ใช้สำหรับกักขังสัตว์น้ำที่เติบโตได้ขนาดตามตลาดต้องการ เตรียมไว้สำหรับการจำหน่าย
- บ่อตกตะกอน เป็นบ่อที่ใช้ในการเก็บกักน้ำ และปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำให้ดีก่อนนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทั่วไปแล้วถ้าน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นลำคลองมักขุ่นอาจมีเชื้อโรคและสารพิษติดตามมาต้องพักไว้ 2 3 วันน้ำจึงจะใสและสามารถนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้ น้ำประปามีคลอรีนควรพักตากแดดอย่างน้อย 8 ชั่ว โมงก่อนนำไปใช้ น้ำบาดาลมีออกซิเจนน้อยอาจมีสนิมและตะกอนแขวนลอยปะปนมาควรปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำให้ดีก่อนนำไปใช้
วิธีการสร้างบ่อ สร้างได้ 2 แบบคือ
1.บ่อแบบขุดดินออก พื้นก้นบ่ออยู่ต่ำกว่าระดับดินเดิม ไม่ต้องทำคันบ่อให้แข็งแรง เหมาะกับพื้นที่ลุ่ม เช่น ในนาข้าว เพียงแต่ขุดดินลงไปแล้วเสริมคันบ่อ
2.บ่อแบบยกคัน สร้างในที่ราบไม่ต้องขุดดินบริเวณกลางบ่อนำดินที่ขุดมาทำเป็นคันดินโดยรอบ
อย่างแข็งแรง แบบนี้เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาอย่างยิ่งเพราะสามารถเก็บกักน้ำได้และระบายน้ำได้ดี พื้นก้นบ่อจะต้องเรียบไม่มีหลุมแอ่ง ควรจะมีการลาดเทเป็นทางระบายน้ำออกเพื่อสะดวกแก่การระบายน้ำคัน
บ่อเป็นส่วนสำคัญ ในการเก็บกักน้ำต้องมีความแข็งแรง และต้องไม่รั่วซึม ดินที่ขุดขึ้นจากบ่อเพื่อ
เสริมให้เป็นคันบ่อ ควรสูงพอป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนหรือฤดูที่น้ำมากต้องขุดระยะไม่น้อยกว่า 1.5-2 เมตร จากเชิงลาดของบ่อด้านในเพื่อป้องกันการทรุดตัวของบ่อ คันบ่อควรมีเชิงลาด1:2 ด้านนอก1:1 ด้านที่ต้องปะทะกับลมควรทำเชิงลาดให้มากเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน ทางระบายน้ำเข้าออก อาจจะใช้การสูบ หรือทำทางระบายน้ำออก หากทำเป็นท่อระบาย ควรมีขนาดและอยู่ในจุดที่เหมาะสม โดยท่อน้ำเข้าจะต้องอยู่สูงจากระดับน้ำในบ่อด้านส่วนกว้างและตื้นของบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายทวนน้ำ หรือหนีออกจากบ่อ ขณะเดียวกันเมื่อน้ำไหลเข้าบ่อ มวลของน้ำจะไหลจากที่ตื้นไปสู่ที่ลึกทำให้เกิดการเคลื่อน ไหวในทางหมุนเวียนสำหรับท่อน้ำออก ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งฝั่งตรงข้ามของทางน้ำเข้าในส่วนที่ลึกที่สุด เพื่อระบายน้ำส่วนที่ต่ำสุดออกไปก่อน ในกรณีที่ต้องการทำทางน้ำล้น ก็สามารถทำได้โดยเอียงท่อเป็นมุม
ที่เปิดจากระดับต่ำสุด ในบ่อ ถึงระดับน้ำที่ต้องการ
*ข้อแนะนำ * ทางน้ำเข้าและน้ำออกนี้จำ เป็นจะต้องมีตะแกรงป้องกันปลาในบ่อว่ายออกมา และศัตรูนอกอ่างปลาว่ายเข้ามาด้วย
การเตรียมบ่อ
ควรให้พื้นที่บ่อมีโอกาสได้รับแสงแดดและออกซิเจนซึ่งเป็นการกำจัดปริมาณเชื้อโรคต่างๆในบ่อปลาให้น้อยลงและปล่อยให้อินทรีย์สารที่หมักหมม อยู่ในบ่อมีการย่อยสลายตัว
- บ่อดินขุดใหม่ ต้องมีการวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน(ค่าpH) แล้วจึงใส่ปูนขาวเพื่อลดความเป็นกรดของดินเสียก่อน ซึ่งควรจะปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมประมง เมื่อใส่ปูนขาวจนน้ำไม่เป็นกรดแล้ว จึงเพิ่มน้ำลงในบ่อตามที่ต้องการแล้วจึงปล่อยปลาได้
- บ่อดินเก่า ควรมีการระบายน้ำออกก่อน ทำการลอกเอาดินที่เป็นโคลนทิ้งไปแล้วจึงใส่ปูนขาวลง
ไปในบ่ออัตรา 1 กิโลกรัม ต่อ 10 ตารางเมตร หรือ ประมาณ 160 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ โรยให้ทั่วบ่อทิ้งไว้ 2-3 วัน แล้วจึงปล่อยน้ำลงไปในบ่อ 30 เซนติเมตร และเมื่อต้องการอาหารธรรมชาติในบ่อได้รวดเร็ว ควรเติมปุ๋ยคอกลงในบ่ออัตราส่วน 400 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ทิ้งไว้ 4-5 วัน น้ำจะกลายเป็นสีเขียวอ่อนแสดงว่ามีอาหารธรรมชาติในบ่อเกิดขึ้น ต่อจากนั้นจึงเพิ่มระดับน้ำตามที่ต้องการแล้วจึงปล่อยปลาลงเลี้ยงต่อไป
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
ที่มา : http://www.it2dekthai.com/40313/level1.html
http://fishingguide.20m.com/Fishing_PageD.html
http://www.lcat.ac.th/vongkot/fishfive.doc |
|